พุทธศาสนิกชนร่วมเจริญพุทธมนต์น้อมถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์”(ถาวรมหาเถระ ป.ธ.๙) อายุวัฒนมงคล ๑๐๐ ปี

เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ พุทธศาสนิกชน คณะศิษย์ท่านเจ้าประคุณหลวงปู่สมเด็จฯ
ร่วมเจริญพุทธมนต์ น้อมถวาย หลวงปู่ ท่านเจ้าประคุณฯ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์”(ถาวรมหาเถระ ป.ธ.๙) อายุ ๑๐๐ ปี

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรมหาเถร) เป็นศิษย์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นมาตั้งแต่เป็นสามเณร เคยออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาขโม และคณะ ไปในหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนที่จะตัดสินใจมาศึกษาพระปริยัติธรรม เพราะเห็นว่าตนเองยังเด็กเกินไปในขณะนั้น เนื่องจากมีสามเณรในวัยเดียวกันเป็นไข้ป่ามรณภาพ

แม้จะศึกษาพระปริยัติธรรมจนจบการศึกษา ป.ธ.๙ อันเป็นหลักสูตรขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ ดำรงตำแหน่งต่างๆ ทางคณะสงฆ์มากมาย และได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะแล้วก็ตาม แต่ยังถือวัตรปฏิบัติแบบพระกรรมฐานที่เคยได้รับการสั่งสอนมาจากครูบาอาจารย์ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นที่เคารพสักการะของศิษยานุศิษย์ทั้งหลายตลอดมา

ในวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จะมีอายุวัฒนมงคลครบ ๑๐๐ ปี ถือเป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้มีพรรษากาลและมีอายุมากที่สุดในขณะนี้

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ. ๙) มีนามเดิม กงมา ภายหลัง พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร พระอุปัชฌาะและเจ้าอาวาสวัดสัมพัุนธวงศ์ เปลี่ยนให้เป็น มานิต เกิด ณ วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๑๒๗๙ (ร.ศ. ๑๓๖) ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) โยมบิดาชื่อช่วย โยมมารดาชื่อกา สกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ ๔ ในจำนวนพี่น้อง ๑๑ คน

พ.ศ. ๒๔๗๒ บรรชาเป็นสามเณรมหานิกาย ที่วัดบ้านบ่อชะเนง ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านนั้นพร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่ชื่อชัย มีเจ้าอาวาสวัดนั้นชื่อยาคูโม้เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชเป็นสามเณรได้ปีหนึ่ง มีจิตน้อมไปในทางออกปฏิบัติธุดงค์กรรมฐาน หลังจากออกพรรษาแล้ว ออกเดินธุดงค์ติดตามพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ไปยังหลายพื้นที่ในภาคอีสาน

พ.ศ. ๒๔๗๓ ญัตติเป็นสามเณรธรรมยุตที่ วัดป่าวิเวกธรรม (เมื่อครั้งยังเป็นป่าช้าเหล่างา) ตำบลพระลับ อำเภอเมือง โดยมีอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระอุปัชฌาย์แทนพระครูพิศาลอรัญญเขต เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ และเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น (ธรรมยุต) ออกพรรษาแล้วเดินธุดงค์ออกปฏิบัติกรรมฐานไปยังจังหวัดชัยภูมิ กับอาจารย์กรรมฐานผู้เป็นหัวหน้าคณะชื่อท่านอุ่นเนื้อ และ พ.ศ. ๒๔๗๔ จำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นปีที่เริ่มสร้างวัดนั้น ซึ่งหลวงชาญนิคมฯ ผู้ถวายที่ดินให้สร้างวัด ได้นิมนต์ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม จากจังหวัดขอนแก่นมาเป็นเจ้าอาวาส และอบรมสั่งสอนประชาชนชาวนครราชสีมาที่นี่ ท่านจึงนิมนต์พระกรรมฐานที่เป็นศิษยานุศิษย์ ให้มาจำพรรษารวมกันที่วัดนั้น จึงติดตามอาจารย์อุ่นเนื้อ มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นด้วย

พ.ศ. ๒๔๗๕ ออกพรรษาแล้วเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติโยมที่บ้านบ่อชะเนง จากนั้นตั้งใจจะออกธุดงค์กรรมฐาน ติดตามอาจารย์และเพื่อนสามเณรที่แยกย้ายกันไปหลังจากจำพรรษาที่วัดป่าสาลวันแล้ว ทราบข่าวว่าเพื่อนสามเณร ๒ รูป ที่เข้าป่าออกกรรมฐานล่วงหน้าไปก่อนมรณภาพเพราะไข้ป่า จึงเกิดความคิดว่าเรายังเด็กเกินไปที่จะเข้าป่า ในวัยนี้ ควรจะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมดีกว่า จึงตัดสินใจเดินทางไปยังจังหวัดนครพนม เพื่อแสวงหาสถานที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ได้อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญิกาวาส (วัดโพนแก้ว) อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เริ่มเรียนปริยัติธรรมที่นั้นเป็นเวลา ๔ ปี

พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก วัดโพธิชัย ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ได้ฝากท่านและสามเณรอีกรูป ชื่อ สามเณรทองทิพย์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นไพบูลย์ ภายหลังได้กลับไปอยู่สกลนคร สุดท้ายได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ที่ พระเทพสุเมธี เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโพนเมือง อดีตเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ) มรณภาพแล้ว) ์เพื่อมาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดสัมพันธวงศ์กับพระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร (เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัชชมงคลมุนี) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ได้รับเมตตาพระเดชพระคุณเจ้าอาวาสฯ ให้ไปอยู่ที่กุฎีนิตยเกษม โดยอยู่ในความกำกับดูแลของท่านเจ้าคุณ พระเนกขัมมมุนี (เฉย ยโส) (ภายหลังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพปัญญามุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๑๐) จากนั้นก็อยู่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ตามที่ได้ตั้งใจไว้

อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๘๐ อายุ ๒๐ ปี ณ พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยมี
ท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ พระรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นพระอุปัชฌายะ พระครูสุวรรณรังษี (สุวรรณ ชุตินฺธโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูปลัด เส็ง ทินฺนวโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (ภายหลังรับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระเนกขัมมมุนี)

ท่านตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนสอบได้ ป.ธ.๙ อันเป็นหลักสูตรขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย ช่วยรับภาระสนองงานท่านเจ้าอาวาสอย่างแข็งขัน อาทิเช่น เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นครูใหญ่ประจำสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ เป็นผู้อำนวยการศึกษา เป็นกรรมการสงฆ์ เป็นเลขานุการวัด และเลขานุการกรรมการจัดผลประโยชน์วัดสัมพันธวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๔ และเป็นพระอุปัชฌายะวิสามัญในปีเดียวกันนี้

ในหน้าการงานทางคณะสงฆ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น เป็นพระวินัยธรจังหวัด เป็นเลขานุการเจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดธนบุรี-นนทบุรี-ปทุมธานี เป็นกรรมตรวจบาลีสนามหลวง เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง เป็นผู้ช่วยหัวหน้าพระธรรมธรคณะธรรมยุต เป็นรองเจ้าคณะภาค ๘ – ๑๐ (ธรรมยุต) เป็นรองเจ้าคณะภาค ๑๐ – ๑๑ (ธรรมยุต) เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะภาค ๙ – ๑๐ – ๑๑ (ธรรมยุต) และเป็นเจ้าคณะภาค ๑๑ (ธรรมยุต) (๑๓ กรกฎาคม ๒๕๑๙) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม รวมทั้งรับหน้าที่ทางคณะสงฆ์อื่นๆ จำนวนมาก ตามที่มหาเถรสมาคมและเจ้าคณะผู้ปกครองมอบหมาย ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์

ด้านสมณศักดิ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ ๙ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่

“สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จาตุรงคประธานวิสุต พุทธพจนมธุรธรรมวาที ตรีปิฎกปริยัติโกศล วิมลศีลาจารวัตร พุทธบริษัทปสาทกร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี สมเด็จพระราชาคณะ”

ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน เป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑ (ธรรมยุต) และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

แหล่งที่มา : thaibuddhismnews

NN

ใส่ความเห็น

Top